ผมใช้ AI ในงานที่ปรึกษาจริงๆ อย่างไร
บันทึกจากหน้างานของที่ปรึกษาคนหนึ่ง ว่า AI ช่วยประหยัดเวลาตรงไหนได้จริง ทั้งการย่อยข้อมูล ร่างงานฉบับแรก การจัดการข้อมูล และการแปลภาษา รวมถึงจุดที่มันยังทำแทนเราไม่ได้
คำถามที่ผมโดนถามบ่อยที่สุด
เวลาผมบอกใครว่าผมใช้ AI หนักมากในงานที่ปรึกษา คำถามถัดมามักจะเหมือนกันเสมอ คือมันได้ผลจริงหรือเปล่า หรือพูดตามกระแสเฉยๆ ซึ่งเป็นคำถามที่แฟร์มาก เพราะบทความเรื่อง AI กับประสิทธิภาพการทำงานส่วนใหญ่ อ่านแล้วเหมือนคนเขียนไม่เคยต้องยืนอธิบายสไลด์ให้ลูกค้าฟังตอนเก้าโมงเช้าหลังนอนมาสามชั่วโมง บทความนี้จึงไม่ใช่บทความเชิงทฤษฎี แต่เป็นสิ่งที่ผมทำจริง แยกเป็นงานๆ ไป รวมถึงส่วนที่ AI ทำให้ผมผิดหวังและผมต้องกลับมาทำเองด้วยมือ
ผมทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการในบริษัทญี่ปุ่นที่กรุงเทพ และต้องสลับใช้ภาษาอังกฤษ ไทย และญี่ปุ่นแทบทุกวัน เงื่อนไขข้อนี้เองที่ทำให้ AI กลายเป็นส่วนสำคัญของวิธีทำงานของผม ไม่ใช่แค่ของเล่นใหม่ เมื่อก่อนงานแปลและงานย่อยข้อมูลกินเวลาเป็นชั่วโมง ตอนนี้เหลือแค่ไม่กี่นาที ในกรณีส่วนใหญ่
ย่อยข้อมูล ไม่ใช่หาข้อมูล
จุดแรกที่ AI คุ้มค่าที่สุดคือการเปลี่ยนกองเอกสารดิบให้กลายเป็นสิ่งที่ผมคิดต่อได้ ก่อนประชุมลูกค้า ผมอาจมีรายงานอุตสาหกรรมหลายฉบับ เอกสารกำกับดูแลอีกชุด และโน้ตจากการประชุมภายในอีกสามครั้ง ผมไม่ได้ให้ AI บอกว่าผมควรคิดอย่างไรกับข้อมูลพวกนี้ แต่ให้มันจัดระเบียบ ดึงตัวเลขออกมา ชี้ว่าตรงไหนที่สองแหล่งพูดไม่ตรงกัน และไล่ว่าแต่ละรายงานตั้งสมมติฐานอะไรไว้โดยไม่ได้เขียนบอกตรงๆ ข้อสุดท้ายสำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะงานที่ปรึกษาจำนวนมากตัดสินกันที่การมองเห็นสมมติฐานที่ไม่มีใครพูดออกมา ก่อนที่ลูกค้าจะมองเห็น
สิ่งที่ AI ยังทำได้ไม่ดีตรงนี้คือการตัดสินว่าความขัดแย้งอันไหนสำคัญจริง มันจะบอกคุณอย่างสบายใจว่าสองแหล่งรายงานอัตราการเติบโตไม่เท่ากัน โดยไม่บอกว่าแหล่งหนึ่งวัดจากกลุ่มที่แคบกว่า ถ้าคุณไม่ได้สั่งให้มันตรวจสอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ ผมจึงไม่เคยข้ามขั้นตอนการอ่านต้นฉบับด้วยตัวเอง AI ย่นเวลาอ่านของผม แต่ไม่ได้แทนที่มัน
ร่างฉบับแรกเท่านั้น ไม่ใช่ฉบับสุดท้าย
ผมใช้ AI ร่างอีเมล ร่างเนื้อหาสไลด์ และร่างบันทึกสั้นๆ อยู่ตลอด เคล็ดลับที่ผมใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะเข้าใจคือ ร่างแรกจาก AI มีประโยชน์ก็เพราะมันธรรมดาในแบบที่คาดเดาได้ คือกลางๆ เกินไป ระวังตัวเกินไป และยาวเกินไป พอผมเห็นเวอร์ชันกลางๆ นั้นวางอยู่ตรงหน้า การตัดทอนให้มันคมขึ้นเร็วกว่าการเริ่มจากหน้ากระดาษเปล่ามาก ซึ่งตรงข้ามกับวิธีที่ AI ถูกขายเลย มันไม่ใช่เวทมนตร์ มันทำตัวเหมือนน้องในทีมที่เร็วมาก อดทนมาก เขียนร่างแรกได้พอใช้ และต้องถูกตรวจทุกประโยค
สำหรับงานที่ต้องส่งถึงลูกค้า ผมไม่เคยส่งร่างจาก AI โดยไม่เขียนย่อหน้าเปิดและประโยคที่เป็นคำขอจริงๆ ใหม่ด้วยตัวเอง สองส่วนนี้คือส่วนที่แบกความสัมพันธ์เอาไว้ และลูกค้ามักดูออกว่าตรงไหนที่ไม่มีคนคิดมาให้จริง
งานจัดการข้อมูลคือจุดที่ได้เวลาคืนมามากที่สุด
นี่คือการใช้งานที่ดูไม่หวือหวาที่สุด แต่ประหยัดเวลาให้ผมมากที่สุด การเปลี่ยนชื่อหัวคอลัมน์ที่ตั้งมาไม่เหมือนกัน การจัดรูปแบบวันที่ให้ตรงกันจากไฟล์ที่ export มาจากสามระบบ การเขียนสคริปต์ฉบับแรกเพื่อจัดรูปข้อมูลก่อนส่งเข้า Power BI งานพวกนี้เมื่อก่อนกินเวลาไปทั้งบ่ายแบบเงียบๆ ตอนนี้ผมอธิบายว่าข้อมูลหน้าตาเป็นอย่างไรและผมอยากให้มันออกมาแบบไหน รับสคริปต์กลับมา แล้วเอาสมาธิที่เหลือไปตรวจผลลัพธ์กับข้อมูลบางแถวที่ผมรู้คำตอบอยู่แล้ว ผมตรวจกับแถวที่ผมรู้คำตอบเสมอ ไม่ใช่แถวที่ดูแล้วน่าจะถูก เพราะสคริปต์รันผ่านโดยไม่มี error ก็ยังผิดได้
การแปลระหว่างไทย อังกฤษ และญี่ปุ่น
นี่คือการใช้งานที่ใกล้ชีวิตประจำวันของผมที่สุด และเป็นเรื่องที่ผมระวังที่สุดด้วย ทุกวันนี้การแปลด้วย AI ระหว่างสามภาษานี้ดีพอที่ผมจะใช้เป็นร่างแรกได้เกือบทุกอย่าง ทั้งอีเมลจากเพื่อนร่วมงานชาวญี่ปุ่น ข้อกฎหมายภาษาไทย หรืออัปเดตที่ต้องส่งถึงลูกค้าสองภาษา สิ่งที่มันยังทำได้ไม่ดีคือระดับภาษา ภาษาธุรกิจญี่ปุ่นมีความสุภาพและความอ้อมในระดับที่การแปลตรงตัวจับไม่ได้ ข้อความที่อ่านแล้วปกติดีมากในภาษาอังกฤษ พอแปลตรงๆ เป็นญี่ปุ่นอาจกลายเป็นห้วนหรือถึงขั้นเสียมารยาท ร่างจาก AI จึงให้เนื้อหากับผม ส่วนการปรับน้ำเสียงให้ถูกต้อง โดยเฉพาะงานที่ส่งถึงลูกค้าญี่ปุ่น ยังเป็นสิ่งที่ผมทำเองทีละประโยค
สิ่งที่ผมยังทำเองอยู่
มีสามอย่างที่ผมไม่มอบให้ AI ตัวเลขเฉพาะเจาะจงทุกตัวที่จะไปปรากฏในงานที่ส่งลูกค้า ผมคำนวณหรือตรวจสอบเอง เพราะ AI จะให้ตัวเลขที่ดูสมเหตุสมผลมาด้วยความมั่นใจเต็มร้อย ไม่ว่ามันจะถูกหรือผิด งานที่ต้องอ่านบรรยากาศ เช่นการเลือกคำเวลาให้ฟีดแบ็กลูกค้าที่กำลังหงุดหงิดอยู่แล้ว ผมเขียนเอง และโครงสร้างสุดท้ายของข้อเสนอ ตรรกะที่ว่าทำไมต้องเป็นทางเลือกนี้ไม่ใช่ทางเลือกนั้น ต้องมาจากผม เพราะนั่นคือส่วนที่ลูกค้าจ่ายเงินซื้อจริงๆ
สรุปแล้วมันคืออะไร
ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำให้ผมเป็นที่ปรึกษาที่เร็วขึ้น แต่ทำให้ผมเร็วขึ้นในส่วนของงานที่ไม่ใช่งานที่ปรึกษาจริงๆ คือการจัดรูปแบบ การร่างฉบับแรก การแปล และการเก็บกวาดข้อมูล เวลาที่ได้คืนมาถูกโยนกลับเข้าไปในส่วนที่เป็นงานที่ปรึกษาจริง คือการคิดว่าลูกค้าต้องการอะไรกันแน่ การตรวจตัวเลข และการเขียนย่อหน้าเดียวที่ต้องถูกต้องเป๊ะ นั่นคือคุณค่าทั้งหมดของมัน ซึ่งเล็กกว่าที่กระแสทำให้รู้สึก และจากประสบการณ์ของผม มันก็เป็นเรื่องจริงด้วย