พลังงานที่ถูกที่สุดคือพลังงานที่เราไม่ได้ใช้
สิ่งที่ขวางโครงการประหยัดพลังงานในโรงงานไทยแทบไม่เคยเป็นเรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องการวัดผล การจัดสรรงบลงทุน และแรงจูงใจของคนหน้างาน
ความจริงที่ไม่ค่อยมีใครอยากพูด
โรงงานทุกแห่งที่ผมเคยทำงานด้วย มีโครงการประหยัดพลังงานอย่างน้อยหนึ่งโครงการนอนอยู่ในลิ้นชัก ส่วนใหญ่มีมากกว่าหนึ่ง วิศวกรคนหนึ่งเจอมันเมื่อหลายปีก่อน ระยะเวลาคืนทุนบนกระดาษก็ดูสมเหตุสมผล แล้วมันก็ไม่เคยเกิดขึ้น เวลามีคนถามผมว่าอะไรขวางเรื่องประสิทธิภาพพลังงานในอุตสาหกรรมไทย เขามักคาดว่าผมจะพูดเรื่องเทคโนโลยี เครื่องจักรเก่า การเข้าไม่ถึงระบบใหม่ที่ประหยัดกว่า ซึ่งแทบไม่เคยเป็นคำตอบจริง เทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการลดการสูญเสียพลังงานในโรงงานไทยส่วนใหญ่มีอยู่แล้ว และหลายครั้งก็ติดตั้งอยู่ที่ไหนสักแห่งในโรงงานนั้นเอง ปัญหาอยู่ที่อื่น
สิ่งที่ไม่ได้วัด ย่อมประหยัดไม่ได้
ช่องว่างแรกคือการวัดผล โรงงานจำนวนมากที่ผมเคยเข้าไปดู บอกค่าไฟรวมของเดือนได้ แต่บอกไม่ได้ว่าในบิลนั้นมาจากระบบลมอัดเท่าไร มาจากชิลเลอร์เท่าไร หรือมาจากไลน์ผลิตไหน ถ้าไม่มีการแยกส่วนแบบนี้ ข้อเสนอโครงการประหยัดพลังงานก็เป็นแค่การเดาที่แต่งตัวมาเป็นการประมาณการ ไม่มีใครอนุมัติงบลงทุนก้อนใหญ่ให้กับการเดา และเขาก็ถูกแล้วที่ไม่อนุมัติ
นี่ไม่ใช่การเรียกร้องให้ติดมิเตอร์ใหม่ทั้งโรงงานด้วยงบมหาศาล แต่เป็นการเรียกร้องให้วัดเฉพาะสองหรือสามระบบที่วิศวกรประจำโรงงานสงสัยอยู่แล้วว่าน่าจะกินพลังงานมากที่สุด ให้ละเอียดพอจะสร้าง business case ที่จับต้องได้ จากประสบการณ์ของผม โรงงานที่วัดระบบใหญ่แค่ระบบเดียวอย่างจริงจังสักไม่กี่เดือน มักเจอโอกาสประหยัดที่ทีมตัวเองรู้สึกมาตลอด แต่ไม่เคยใส่ตัวเลขให้มันได้
มอง 4E ในระดับโรงงาน
บทสนทนาเรื่องนโยบายพลังงานของไทยมักจัดกลุ่มรอบสี่แนวคิด คือความมั่นคงทางพลังงาน ต้นทุนพลังงาน ประสิทธิภาพพลังงาน และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากพลังงาน ผู้จัดการโรงงานส่วนใหญ่สัมผัสแค่สองข้อแรกโดยตรง ในรูปของความเสถียรของไฟและตัวเลขค่าไฟ ส่วนประสิทธิภาพและผลกระทบสิ่งแวดล้อมมักมาทีหลัง และมักมาตอนที่แรงกดดันด้านต้นทุนบีบให้ต้องถาม การกลับลำดับนี้ คือเริ่มจากประสิทธิภาพแทนที่จะรอให้ต้นทุนวิกฤต คือจุดที่นิสัยการวัดผลข้างต้นให้ผลตอบแทนจริง เพราะเมื่อถึงวันที่มีคนถามภายใต้แรงกดดัน ข้อมูลมันมีอยู่แล้ว
ปัญหาอยู่ที่การจัดสรรทุน ไม่ใช่การมีทุน
ช่องว่างที่สองคือวิธีที่บริษัทจัดสรรงบลงทุนภายใน ซึ่งเป็นคนละปัญหากับการมีเงินหรือไม่มีเงิน โครงการประหยัดพลังงานต้องแย่งงบกับโครงการขยายกำลังการผลิต สายผลิตภัณฑ์ใหม่ และการเปลี่ยนเครื่องจักรที่เกิดจากของพังมากกว่าการวางแผน โครงการขยายกำลังมักชนะ เพราะมันผูกกับตัวเลขรายได้ตรงๆ ที่ฝ่ายการเงินเอาไปอธิบายผู้บริหารต่อได้ ส่วนโครงการประหยัดพลังงานมักถูกวัดด้วยระยะเวลาคืนทุนอย่างเดียว เทียบกับเกณฑ์ผลตอบแทนที่ตั้งไว้สำหรับการลงทุนเพื่อเติบโต ไม่ใช่สำหรับการเลี่ยงต้นทุน โครงการที่คืนทุนช้ากว่าจึงดูไม่น่าสนใจเมื่อวางข้างโครงการเติบโตที่สัญญาว่าจะคืนเร็วกว่า ทั้งที่โครงการประหยัดพลังงานมีความเสี่ยงต่ำกว่ามาก และเงินที่ประหยัดได้แทบจะแน่นอน
ทางแก้ไม่ใช่การลดมาตรฐานให้โครงการประหยัดพลังงาน แต่คือการยอมรับว่ามันเป็นการลงทุนคนละประเภท และควรวัดด้วยเกณฑ์คนละชุด ใกล้เคียงกับงบซ่อมบำรุงหรืองบลดความเสี่ยงมากกว่างบเพื่อการเติบโต
แรงจูงใจชี้ไปผิดทางอย่างเงียบๆ
ช่องว่างที่สามละเอียดอ่อนกว่านั้น ในโรงงานจำนวนมาก คนที่อยู่ในตำแหน่งที่จะเห็นการสูญเสียพลังงานได้ดีที่สุด คือวิศวกรประจำโรงงานและหัวหน้าไลน์ กลับถูกวัดผลด้วย uptime และปริมาณผลผลิต ไม่ใช่ด้วยต้นทุนพลังงาน การเสนอโครงการพลังงานจึงกินเวลาที่ควรใช้กับตัวชี้วัดที่เขาถูกประเมินจริง และถ้าโครงการทำได้ต่ำกว่าเป้าแม้เพียงเล็กน้อย มันก็ย้อนกลับมาที่ตัวเขาเอง การเงียบไว้จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าในแง่หน้าที่การงาน นี่ไม่ใช่การตำหนิวิศวกร แต่เป็นการตอบสนองอย่างมีเหตุผลต่อวิธีที่เขาถูกประเมิน และมันแปลว่าไอเดียดีๆ จำนวนมากนอนเงียบอยู่ในทีมที่คนอื่นเข้าใจว่าแค่ไม่ตั้งใจมองหา
บทสนทนาเชิงนโยบายมองว่าประสิทธิภาพพลังงานคือคันโยกที่ดึงถูกที่สุดแต่ได้เครดิตช้าที่สุด ซึ่งจริงทั้งในโรงงานเดียวและในระดับประเทศ ไม่มีใครได้เลื่อนตำแหน่งเพราะโรงงานใช้ไฟน้อยลงอย่างเงียบๆ แต่มีคนได้เลื่อนตำแหน่งเพราะไลน์ใหม่เปิดได้ตรงเวลา
อะไรที่ทำให้โครงการเดินหน้าได้จริง
โครงการประหยัดพลังงานที่ผมเห็นว่าได้สร้างจริง มีรูปแบบร่วมกันที่แทบไม่เกี่ยวกับตัวเทคโนโลยีเลย มีคนวัดระบบนั้นละเอียดพอจะทำให้ตัวเลขที่ประหยัดได้กลายเป็นสิ่งที่เถียงไม่ได้ ไม่ใช่แค่ฟังดูเป็นไปได้ มีคนเรียบเรียงเหตุผลการลงทุนใหม่ด้วยภาษาที่ฝ่ายการเงินคุ้นเคย คือพูดว่าเลี่ยงต้นทุนได้เท่าไรแทนที่จะพูดว่าสร้างรายได้เท่าไร และขออนุมัติผ่านช่องทางที่ถูกประเภท แทนที่จะไปแข่งกับโครงการขยายกำลังตรงๆ และมีคนทำให้วิศวกรที่เจอโอกาสนั้นได้เครดิตอย่างเห็นชัด เพื่อให้โอกาสถัดไปถูกพูดออกมา ไม่ใช่ถูกกลบ
พลังงานที่ถูกที่สุด
โรงงานที่คืบหน้าเรื่องประสิทธิภาพพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่โรงงานที่มีเครื่องจักรใหม่ที่สุด แต่เป็นโรงงานที่ถือว่าการวัดผลเป็นเงื่อนไขตั้งต้น ไม่ใช่ของแถมที่มีก็ดี ประเมินการลงทุนด้านประสิทธิภาพด้วยเกณฑ์ของมันเอง แทนที่จะบังคับให้ไปแข่งกับโครงการเติบโต และทำให้คนที่อยู่ใกล้เครื่องจักรที่สุดกล้าพูด พลังงานที่เราไม่ได้ใช้ยังคงเป็นพลังงานที่ถูกที่สุดในงบดุล และการไปให้ถึงจุดนั้นเป็นโจทย์ด้านการบริหารก่อนจะเป็นโจทย์ด้านวิศวกรรม